วิธีการทำน้ำผลไม้ให้อร่อย

น้ำผลไม้ประกอบไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ นอกจากคุณประโยชน์ดังกล่าวแล้ว น้ำผลไม้ยังจัดว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน เพราะประเทศไทยมีผลไม้หลายชนิดที่สามารถนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ ทั้งเป็นน้ำผลไม้สดและบรรจุกระป๋อง

ทำน้ำผลไม้ให้อร่อย

1. เลือกผลไม้ที่สุกพอดี ไม่ช้ำ ไม่มีรา หรือไม่มีรอยแมลงกัดกิน
2. ล้างผลไม้ให้สะอาด
3. การคั้นน้ำหรือสกัดน้ำ
3.1 ผลไม้ที่คั้นสดนำมาตัดหรือย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ หรือตีด้วยเครื่องตีเนื้อผลไม้ ในกรณีมะนาวหรือส้ม ผ่าครึ่ง บีบด้วยเครื่องบีบ กรองเอากากออก
3.2 ผลไม้บางประเภทต้องต้มก่อนจึงจะสกัดน้ำได้ เช่น พุทรา มะขาม ให้นำมาต้มกับน้ำ แล้วกรองเอากากออก
4. การผสม น้ำผลไม้บางชนิด เมื่อถูกความร้อนจะทำให้คุณภาพเสีย ดังนั้น ผู้ทำควรใช้น้ำเชื่อมที่เย็นแล้วผสม เติมกรดซิตริกหรือกรดมะนาว เพื่อช่วยเพิ่มรสเปรี้ยวตามความต้องการ บางคนอาจใส่เกลือลงไปด้วยตามชอบ
หมายเหตุ : วิธีทำน้ำเชื่อม ใช้น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดแล้วกรอง
5. การเก็บ ถ้าเก็บไว้รับประทานหลายวัน ผู้ทำควรต้มน้ำผลไม้ให้เดือดก่อนบรรจุขวดที่สะอาด ปิดจุก เก็บในตู้เย็น ถ้าจะเก็บในอุณหภูมิธรรมดา ควรเติมโซเดียมเบนโซเอท 0.5 กรัม หรือปริมาณ 1/2 ช้อนชาต่อน้ำผลไม้หวานเข้มข้น 1 ลิตร

การแนะนำขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ ก็เพื่อให้ผู้ที่สนใจทำน้ำผลไม้ได้ทราบถึงวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง การทำน้ำผลไม้ ผู้ผลิตสามารถทำไว้เพื่อดื่มภายในครอบครัว หรือเพื่อทำเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัวก็ได้

6 โรคฮิต ที่มากับน้ำท่วม

6 โรคฮิต ที่มากับน้ำท่วม มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ

1. โรคน้ำกัดเท้า

น้ำที่ท่วมขังไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังนำโรคภัยไข้เจ็บมาด้วย ที่ฮิตและเป็นกันมาก คงไม่พ้น ‘โรคน้ำกัดเท้า’ เพราะติดเชื้อราชื่อ Dermatophytes เกิดจากความอับชื้นและสกปรก ย่ำน้ำไม่สะอาด อาการเริ่มจากคนตามซอกหรือง่ามนิ้ว ผิวลอกเป็นขุย เป็นผื่น หนักเข้าจะพุพอง เท้าเปื่อย มีหนอง เมื่อได้รับยาทาต้านเชื้อรา ผู้ป่วยต้องทาวันละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องไปถึง 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันติดเชื้อซ้ำ แต่ทางที่ดี หลังย่ำน้ำสกปรกมา ควรล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง ถ้าไม่จำเป็นอย่าแช่อยู่ในน้ำที่ท่วมนานๆ

2. โรคตาแดง

ถัดมาเป็น ‘โรคตาแดง’ เนื่องจากน้ำสกปรกหรือฝุ่นละอองเข้าตา ถูกแมลงตอมตา ขยี้ตา หรือติดโรคตาแดงนี้มาจากผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง ขี้ตาออกมาก เปลือกตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อน จากนั้นจึงลามไปอีกข้าง วิธีป้องกันในเบื้องต้นก็คือ ไม่ขยี้ตา หากรู้สึกระคายเคืองหรือน้ำสกปรกเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที และไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยโรคตาแดง

3. โรคฉี่หนู

ต่อด้วย ‘โรคฉี่หนู’ หรือเลปโตสไปโรซิส อาการบ่งบอก คือ ปวดศีรษะและกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่อง โคนขา และหลัง ทั้งยังมีไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว มีจุดเลือดออกตามผิว ไอมีเลือดปน ตัวและตาเหลือง ปัสสาวะน้อย เพลียซึม ซึ่งแนะนำให้รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ส่วนการป้องกันโรคฉี่หนู ไม่ควรเดินย่ำน้ำลุยโคลน ถ้ามีบาดแผลที่ผิวหนัง หากเลี่ยงไม่ได้ ต้องสวมรองเท้าบู้ท หรือล้างเท้าแล้วเช็ดให้แห้งสะอาดทันที

4. โรคทางเดินอาหาร

ในกลุ่มของ ‘โรคทางเดินอาหาร’ ก็พบได้บ่อย อาทิ ท้องร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ โรบิด หรือไทฟอยด์ อาการโดยรวมคือจะถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายมีมูกเลือด ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัวและปวดตามตัว เป็นไข้ เบื่ออาหาร ทางป้องกัน ก่อนกินข้าวหรือหลังจากขับถ่ายต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาด กินอาหาและน้ำที่สะอาด ไม่บูดเสีย

5. โรคไข้เลือดออก

และในช่วงน้ำท่วมน้ำขัง ลูกน้ำยุงลายชุกชุมกว่าปกติ ส่งผลให้เสี่ยงป่วยเป็น ‘โรคไข้เลือดออก’ อาการที่ปรากฎมีทั้งปวดศีรษะ ปวยเมื่อยตามตัว มีไข้สูง ใบหน้าแดง มีจุดเลือดออกตามลำตัว เห็นชัดที่ขาและแขน ป้องกันด้วยการทายากันยุงเอาไว้ หากมีอาการอย่างที่กล่าว หรือกินยาลดไข้แล้ว ไข้ไม่ลดไม่หายควรปรึษาแพทย์ตรวจอาการอย่างละเอียด

6. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ

สุดท้าย ‘กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ’ ด้วยเหตุน้ำท่วมอาจทำให้หลายคนต้องอยู่ในสภาพตัวเปียกชื้น พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงมักป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคไซนัสอักเสบ โรคเยื่อจมูกอักเสบ โรคกล่องเสียงอักเสบ โรคคออักเสบ/ต่อมทอนซิลอักเสบ ในเบื้องต้นหากมีอาการป่วย เช่น ไข้ เจ็บคอ ไอ จาม คัดจมูก ให้พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ ดูแลร่างกายให้อบอุ่น เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ สวมหน้ากากอนามัยป้องกันการแพร่เชื้อ และพบแพทย์เพื่อรักษาอาการป่วย